รัสเซียฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศรัสเซีย


รัสเซียฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศรัสเซีย ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2001 เมื่อจบฤดูกาล 2 ทีมอันดับสุดท้ายของตารางจะตกชั้นลงในเล่นใน Russian Football National League และทีมจากRussian Football National League จะเลื่อนชั้นขึ้นมา ส่วน สอง ทีมที่อันดับดีสุดจะได้ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยทีมชนะเลิศจะผ่านเข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่มและได้อยู่โถ หนึ่ง ในขณะที่ทีมอันดับ 2 จะต้องแข่งรอบเพลย์ออฟอีกทีหนึ่ง ส่วนอันดับ 3 จะมีสิทธิเข้าไปเล่นในยูฟ่ายูโรปาลีกรอบเพลย์ออฟ โซเวียตท็อปลีก เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของฟุตบอลในสหภาพโซเวียต ฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป หรือเรียกสั้นๆ ว่า แชมเปียนชิป หรือเรียกว่า สกายเบ็ต แชมเปียนชิป ด้วยเหตุผลด้านผู้สนับสนุน เป็นลีกฟุตบอลระดับ 2 ของ อังกฤษ รองจาก พรีเมียร์ลีก

การเลื่อนชั้น ทีมอันดับ หนึ่ง และ สอง แชมป์และรองแชมป์ จะได้เลื่อนชั้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกโดยอัตโนมัติ และทีมอันดับ 3-6 จะได้สิทธิ์เตะเพลย์ออฟ เพื่อหาแชมป์เพลย์ออฟขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกอีก หนึ่ง ทีม ในขณะเดียวกัน ทีมอันดับ 18-20 ในพรีเมียร์ลีก จะต้องตกชั้นลงมาเล่นในลีกแชมเปียนชิปแทน การตกชั้น สำหรับการตกชั้นไปเล่นในลีกวันของสโมสรในลีกแชมเปียนชิปนั้น ทีมอันดับ 22-24 จะต้องตกชั้นลงมาเล่นในลีกวัน ในขณะเดียวกัน ทีมอันดับ หนึ่ง และ สอง และแชมป์เพลย์ออฟ ทีมอันดับ 3-6 ในฟุตบอลลีกวัน จะได้สิทธิ์เลื่อนชั้นมาเล่นในลีกแชมเปียนชิปแทน

สโมสรฟุตบอลเบอร์มิงแฮมซิตี เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในอังกฤษ ตั้งอยู่ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1875 ในชื่อ สมอลล์ ฮีท อัลลิอานซ์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สมอลล์ ฮีต ในปี ค.ศ. 1888 ได้เปลี่ยนเป็นสโมสรฟุตบอลเบอร์มิงแฮมในปี ค.ศ. 1905 และสุดท้ายก็เปลี่ยนมาเป็น สโมสรฟุตบอลเบอร์มิงแฮมซิตี ในปี ค.ศ. 1943 ปัจจุบันเล่นอยู่ในเอฟเอ พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งตามประวัติศาสตร์นั้น ส่วนใหญ่แล้ว สโมสรมักจะได้เล่นในระดับลีกสูงสุดนี้อยู่บ่อยๆ สโมสรฟุตบอลแบล็กเบิร์นโรเวอส์ เป็นสโมสรฟุตบอลในฟุตบอลลีกแชมเปียนชิป ของอังกฤษ เคยเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1994-95 มีฉายาว่า “กุหลาบไฟ” ในภาษาไทย ตั้งอยู่ ณ เมืองแบล็คเบิร์น ในแคว้นแลงคาเชียร์ ประเทศอังกฤษ มีสนามประจำชื่อ อีวู้ดปาร์ค

มินิคูเปอร์และคูเปอร์เอส ที่มีความว่องไว ประหยัด


มินิคูเปอร์และคูเปอร์เอส เพื่อนของอิซซิโกนิสที่ชื่อ จอห์น คูเปอร์ เจ้าของบริษัทคูเปอร์คาร์ และยังเป็นนักออกแบบ รวมถึงผู้สร้างรถแข่งขัน เห็นแนวโน้มของมินิ อิซซิโกนิสในตอนแรกไม่เต็มใจที่จะเห็นรถมินิในการแข่งขัน แต่หลังจากที่จอห์น คูเปอร์ได้ขอร้องทางบีเอ็มซีแล้ว ก็มีการร่วมงานกันผลิตมินิคูเปอร์ ที่มีความว่องไว ประหยัด และเป็นรถที่ไม่แพง รถออสตินมินิคูเปอร์และมอร์ริสมินิคูเปอร์

รถมอร์ริส มินิ-ไมเนอร์ ดั้งเดิมมีขนาดเครื่องยนต์ 848 ซีซี จนได้เพิ่มมาเป็น 997 ซีซี สามารถเร่งเครื่องจาก 34 บีเอชพี (แรงม้า) ไป 55 บีเอชพี (25 ไป 41 กิโลวัตต์)รถยังมีเครื่องปรับ ,SU carburetor, เกียร์ closer-ratio และดิสก์เบรกหน้า ซึ่งเป็นสิ่งไม่ธรรมดาในรถเล็กตอนนั้น และออกแบบให้มาผ่านกฎโฮโมโลเกชัน สำหรับรถกรุ๊ป 2 ในการแข่งขันแรลลี ต่อมารถ 997 ซีซี เปลี่ยนมาเป็น 998 ซีซีในปี 1964

มินิคูเปอร์ รุ่นที่มีพละกำลังมากขึ้น จะมีคำว่า “เอส” (S) ได้พัฒนาและออกในปี 1963 ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 1071 ซีซี มีดิสก์เบรกที่เสริมแรงขึ้นมา มีคูเปอร์เอสจำนวน 4,030 คัน ผลิตขึ้นมาและขายจนมีการปรับปรุงในเดือนสิงหาคม 1964 และคูเปอร์ก็ยังคงผลิตขึ้นมาเพื่อการแข่งขัน ด้วยเครื่องยนต์ 970 ซีซีและ 1275 ซีซี ทั้งสองรุ่นเครื่องยนต์มีเสนอขายในสาธารณะ แต่เครื่องยนต์ที่เล็กกว่ากลับไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก รุ่น 1275 ซีซี คูเปอร์เอสผลิตออกมาจนถึงปี 1971

ยอดขายมินิคูเปอร์มียอดดังนี้ มาร์กวันคูเปอร์ ขายได้ 64,000 คันกับรุ่นเครื่องยนต์ 997 และ 998 ซีซี ; มาร์กวันคูเปอร์เอสขายได้ 19,000 คันกับรุ่นเครื่องยนต์ 970 ,971, 1071 หรือ 1275 ซีซี; มาร์กทูคูเปอร์ขายได้ 16,000 คัน กับรุ่นเครื่องยนต์ 998 ซีซี; มาร์กทูคูเปอร์เอสขายได้ 6,300 คัน กับรุ่นเครื่องยนต์ 1275 ซีซี และมาร์กทรีคูเปอร์เอส ขายได้เพียง 1,570 คัน

มินิคูเปอร์เอสได้รับชัยชนะในการแข่งขันมอนเตการ์โล ในปี 1964, 1965 และ 1967 และในปี 1966 รถมินิสามารถครองทั้งอันดับ 1 อันดับ 2 และอันดับ 3 แต่ก็ถูกปรับแพ้ไปหลังจากข้อขัดแย้งจากคณะกรรมการชาวฝรั่งเศส เนื่องจากความหลากหลายของไฟส่อง แทนที่จะใช้แทนที่จะใช้ไฟ 2 ไส้ ในขณะที่มีการพูดถึงว่ารถซีตรองดีเอสที่ได้ที่หนึ่ง แต่ใช้ไฟขาวก็ยังรอดจากการปรับแพ้ไปได้ ทำให้ผู้ขับรถซีตรอง Pauli Toivonen ได้รับถ้วยไปและเขาปฏิญาณไว้ว่าจะไม่มาขับซีตรองอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัทบีเอ็มซีก็ยังได้โด่งดังเพิ่มขึ้นหลังจากถูกปรับแพ้มากกว่าที่พวกเขาชนะเสียอีก แต่ถ้าไม่รวมก็ถูกปรับแพ้ ก็ถือเป็นรถประเภทเดียวในประวัติศาสตร์ที่อยู่ใน 3 อันดับแรกของการแข่งขันมอนเตการ์โล 6 ปีติดต่อกัน